หน่อไม้ทอดกรอบทรงเครื่อง

บทที่ 1

บทนำ

ที่มาและความสำคัญของโครงงาน

อาหารนับเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์เป็นอย่างมาก  ซึ่งมนุษย์ก็มักจะมีการคิดกระบวนการการถนอมอาหารและการแปรรูปอาหารในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการตากแห้ง การดอง หรือแม้แต่การย่างก็ล้วนแต่เป็นการถนอมอาหารและแปรรูปอาหารที่สามารถเก็บไว้ทานนานๆได้

ในปัจจุบันสังคมของมนุษย์เป็นสังคมที่ต้องการความรวดเร็วความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตประจำวัน ผู้คนส่วนมากนั้นมักทุ่มเวลาไปกับการทำงานและการเรียนหรือการทำกิจกรรมต่างๆจึงไม่ค่อยมีเวลาในการพักผ่อนหรือเวลาในการรับประทานอาหารมากเท่าไหร่ซึ่งพฤติกรรมเหล่าอาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพได้   ซึ่งเป็นที่มาของการจัดทำธุรกิจเกี่ยวกับการจัดจำหน่ายอาหารประเภทอาหารทานเล่นหรืออาหารว่างที่ทุกคนรู้จักกันในนามของ Snack ซึ่งได้มีการนำนวัตกรรมต่างๆเข้ามาใช้ในเรื่องของกระบวนการพัฒนาเกี่ยวกับอาหารให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ อาหารประเภทของว่างที่ได้ความนิยมในปัจจุบัน มักจะเป็นอาหารว่างหรือขนมสำเร็จรูปได้แก่ เลย์ ซันไบร์ แฮมเบอเกอร์ต่างๆ ซึ่งเห็นว่าขนมดังกล่าว เป็นของที่คนต่างชาติเป็นผู้ผลิตคิดค้น ซึ่งทำให้รูปแบบผลิตภัณฑ์จึงมีราคาแพง เพราะต้องใช้วัตถุดิบจากต่างประเทศ กลุ่มข้าเจ้าจึงมีแนวคิดที่จะเอาทรัพยากรในท้องถิ่นมาแปรรูปเป็นขนมขบเคียวที่มีประโยชน์และราคาก็ไม่แพงที่สำคัญเป็นของคนไทยที่คิดคนไทยทำอีกด้วย        เนื่องจากสภาพภูมิอากาศเหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของต้นไผ่ ในตัวอำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงรายมีต้นไผ่ขึ้นอยู่จำนวนมากในพื้นที่ ที่มีการเกษตรประกอบอาชีพเกี่ยวกับหน่อไม้อีกทั้งยังขายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากหน่อไม้ มีแต่หน่อต้มน้ำผุร้อน หน่อดอง และหน่อมันมีจำหน่วยเฉพาะฤดูเท่านั้น ซึ่งก็มีพ่อค้าแม่ค้าผลิตออกมาจำหน่ายเป็นจำนวนมากจึงเกิดปัญหาสินค้าล้นตลาดและประสบปัญหาการขาดรายได้ของเกษตรกรที่ปลูกหน่อไม้ประกอบกับการเบื่อหน่ายผลิตภัณฑ์ของกลุ่มลูกค้าบางกลุ่ม  จึงทำให้ผู้ประกอบการเกี่ยวกับการขายหน่อไม้ไม่คอยมีรายได้

ดังนั้นทางกลุ่มจัดทำโครงงานก็ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในของการรับประทานอาหารจึงคิดอยากที่จะศึกษาค้นคว้าในเรื่องของการทำทรัพยากรในท้องถิ่นมาแปรรูปหรือเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ให้ออกมาในรูปแบบของอาหารว่าง(snack) เพื่อมาตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ต้องความสะดวกรวดเร็วในเรื่องของการรับประทานอาหารซึ่งการรับประทานของว่างนั้นก็สามารถเป็นของที่อาหารที่รองท้องระหว่างมื้ออาหารได้ ฉะนั้นทางกลุ่มจัดทำโครงงานของข้าพเจ้าก็ได้มีแนวคิดที่จะผลิตและแปรรูปหน่อไม้ในเป็นของว่างรองท้องได้ออกมาในรูปของเฟรนฟายที่สามารถเป็นอาหารว่างได้และรับประทานได้ทุกวัย ซึ่งทางกลุ่มของข้าพเจ้าก็ได้ตั้งชื่อผลิตภัณฑ์นี้ว่า “หน่อไม้ทอดกรอบทรงเครื่อง(Bamboo shoot Snack)”ที่มีหลากหลายรสชาติ อร่อย มีประโยชน์ต่อร่างกายเหมาะสำหรับรับประทานได้ทุกเพศทุกวัย และเป็นทางเลือกในการรับประทานอาหารของผู้บริโภคในปัจจุบันอีกทั้งยังเป็นการเพิ่มเป็นการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์หน่อไม้และเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในชุมชนของนักเรียนและยังเป็นการใช้ทรัพยากรที่ทีอยู่ในท้องถิ่นและในธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด

วัตถุประสงค์ของการศึกษา

1. เพื่อต้องการเพิ่มมูลค่าของหน่อไม้ซึ่งเป็นทรัพยากรทางธรรมชาติที่มีอยู่มากในชุมชนให้   เกิดประโยชน์สูงสุด

2. เพื่อเสริมรายได้และการมีเศรษฐกิจที่ดีให้แก่เกษตรกรพ่อค้า แม่ค้าในชุมชน

3. เพื่อคิดค้นนวัฒตกรรมด้านอาหารใหม่ๆให้มีความงดงามหลากหลายและน่าสนใจ

4.เพื่อใช้เวลาว่างของนักเรียนให้เกิดประโยชน์

5. เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในชุมชนของนักเรียน

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

1. สามารถรับประทานเป็นของว่างได้

2. สามารถจำหน่ายได้และมีรายได้พิเศษให้แก่นักเรียน

3. เกิดขนมของว่างใหม่ๆในประเทศไทย

4. สามารถนำไปประกอบเป็นอาชีพได้

5. เศรษฐกิจภายในชุมชนของนักเรียนมีการฟื้นตัวดีขึ้น

6. พ่อค้า แม่ค้าและเกษตรกรมีรายได้ดีขึ้น

ขอบเขตการศึกษา

การแปรรูปหน่อไม้ที่มีรสชาติทั้งหมด๖รสได้แก่ รสดั้งเดิม รสสาหร่าย รสปาปริก้า

รสงา รสหวาน และรสลาบ

บทที่ 2

ทฤษฏีเกี่ยวข้อง

      ไผ่ตงเขียว

หน่อไม้เป็นพืชชนิดหนึ่งที่สามารถนำไปประกอบอาหารและแปรรูปได้ หลากหลายรูปแบบ         ซึ่งผู้บริโภคมีความต้องการสูง เพราะมีรสชาติที่อร่อยแต่หน่อไม้ที่ขึ้นเองตามธรรมชาติสามารถให้หน่อไม้ในบางช่วงฤดูเท่านั้นเป็นไผ่ที่ปลูกและบำรุงดูแลง่าย ให้ผลผลิตได้ก่อนฤดูธรรมชาติ สามารถให้หน่อได้ภายในระยะเวลา 1 ปี และต่อเนื่องไปอย่างไม่จำกัดเป็นที่ต้องการของผู้ปลูกและผู้บริโภคเป็นอย่างมากซึ่งสามารถปลูกได้ทุกพื้นที่เป็นพืชที่ไม่ต้องพิถีพิถันในการเตรียมดินเหมือนพืชอื่น ๆ และไม่มีปัญหาเรื่องของโรคหรือศัตรูพืช จึงปลอดภัยแก่ผู้ปลูกและผู้บริโภคซึ่งถ้าเรามีการจัดการที่ดี การบำรุงดูแลก็จะง่ายขึ้น ซึ่งเจ้าของสวนได้แนะนำวิธีการปลูก และเตรียมดินตลอดจนขั้นตอนการทำให้หน่อไม้มีความหวาน

การปลูกและการเตรียมดิน

1. ถ้าสภาพดินเป็นที่ลุ่มมีน้ำขังเป็นที่น้ำซับให้ทำการยกร่องด้วยรถไถใหญ่ระยะ 5 คูณ 5 เมตรโดยปรับผานไถยกร่องไถกลับไปกลับมาข้างละ 2 ครั้ง

2. ถ้าเป็นพื้นที่สูง น้ำท่วมไม่ถึง ให้ไถดินตากแดด อย่างน้อย 2 ครั้ง

3. ขุดหลุมลึก 30 เซนติเมตร กว้าง 50 เซนติเมตรห่างกันระยะ 5 คูณ 5 เมตรหรือ     4 คูณ 6 เมตร ซึ่งแล้วแต่ความเหมาะสมของพื้นที่

4. ก่อนนำกิ่งพันธุ์ลงปลูก ให้นำขี้ไก่ 1 ปุ้งกี๋ ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ สูตร 15–15–15 จำนวน   1 ช้อน ผสมกันให้พอดี นำมารองก้นหลุม ขุดดินลงไปเล็กน้อยรองพื้น นำกิ่งพันธุ์ลงปลูกแล้วกลบดินให้แน่น ปักหลักยึด รดน้ำให้ชุ่ม นำฟางข้าวมาคลุมกันวัชพืชและรักษาความชุ่มชื้น

5. ควรรดน้ำให้สม่ำเสมอทุกวัน สังเกตว่าเริ่มผลิใบจึงค่อยรดน้ำ 3 วัน/ครั้ง แล้วแต่ช่วงฤดู ถ้าหากใบเริ่มเหี่ยวก็ควรรดน้ำเพิ่ม

การปลูกและข้อควรระวังในการปลูก

1. เกษตรกรสามารถปลูกไผ่ได้ ในระยะ 5 คูณ 5 เมตร หรือ ระยะ 4 คูณ 6 เมตร แล้วแต่สภาพพื้นที่ และสามารถปลูกได้หลุมละ 2 ต้น ถ้ามีพื้นที่จำกัดและต้องการผลผลิตที่มากขึ้น

2. ขณะนำกิ่งพันธุ์ลงก้นหลุมพยายามอย่าให้ดินในถุงแตกออกจากกันควรใช้มีดค่อย ๆ ผ่าถุง ไม่ควรฉีกถุง และ ปักหลักยึดให้แน่น

การบำรุงดูแลต้นไผ่ ในระยะ 1 ปีแรก

1. เมื่อปลูกได้อายุ 1 – 2 เดือนแรก ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 25-7-7 ประมา 1-2 กำมือ โดยพรวนดินแล้วโรยห่างโคนต้นประมาณ 20 ซ.ม. รดน้ำตามที่ชุ่ม

2. ควรกำจัดวัชพืชบริเวณต้นไผ่อยู่เสมอ ไม่ควรใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชโดยเด็ดขาด และควรสังเกตใบไผ่ ถ้าเริ่มเหี่ยวเหลืองควรให้น้ำ

3. เมื่ออายุได้ครบ 12 เดือน ไผ่ตงก็พร้อมที่จะให้ผลผลิตแก่เกษตรกรผู้ปลูก และมีความจำเป็นที่จะต้องมีการจัดการอย่าถูกต้องก่อนหน่อไม้ฤดูธรรมชาติ

การผลิตหน่อไม้นอกฤดู

1. เริ่มต้นเดือน พฤศจิกายน ให้ทำการแต่งกอไผ่ให้เรียบร้อย เพื่อสะดวกในการเก็บผลผลิต

2. เดือน ธันวาคม นำขี้ไก่จำนวน 1 กระสอบต่อต้น (กอ) ใส่รอบ ๆ ต้น

3. เดือน มกราคม ใส่ปุ๋ยสูตร 25-7-7 จำนวน 1 กิโลกรัม/ต้น นำฟางข้าว หรือเปลือกถั่วกลบทับ แล้วเริ่มรดน้ำให้มาก ทุกๆ 3 – 4 วัน

4. เดือน กุมภาพันธ์ – พฤษภาคม รดน้ำตลอดซึ่งหน่อไม่จะเริ่มออก และพร้อมที่จะตัดขายได้เกือบทุกวัน ราคา ประมาณกิโลกรัมละ 30-50 บาท

เทคนิคการทำให้หน่อไม้หวาน

นำเอาแกลบดำหรือแกลบเก่า ทำให้ชุ่มน้ำเสียก่อน แล้วนำมาบรรจุถุง นำไปคลอบหน่อไม้ที่โผล่เหนือดินมาประมาณ 1 ฝ่ามือ หรือนำปี๊บที่เจาะโล่งแล้วมาครอบไว้ที่หน่อนำแกลบใส่จนเต็มเมื่อยอดหน่อไม่โผล่หรือตุงก้นถุง ก็สามารถตัดออกจำหน่ายออกสู่ตลาดได้  (http://www.vegetweb.com/)

ไผ่เลี้ยง

การปลูกไผ่เลี้ยง                                                                                                                                                                                 ในปีแรกของการปลูกไผ่เลี้ยง จะให้ผลผลิปริมาณน้อย เนื่องจากสาเหตุที่ต้นแม่ยังไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร หรือลำแม่ยังไม่เจริญเต็มที่ เนื่องจากต้นแม่ที่พร้อมเต็มที่ต้องมีอายุประมาณ 1 ปี ขึ้นไป ซึ่งในการเก็บต้นแม่ของไผ่เลี้ยงในปีแรกที่ปลูก ควรเลือกหน่อที่สมบูรณ์ที่สุด ไว้ประมาณ 3-4 ต้น และควรเปลี่ยนต้นแม่ทุก 2-3 ปี (หากมีการจดบันทึกปริมาณผลผลิต จะทำให้ทราบว่าเมื่อต้นแม่อายุมากจะให้ผลผลิตหน่อลดลง) ในแต่ละกอควรมีต้นแม่ไม่เกิน 4 ต้น เป็นอย่างมาก ซึ่งในการเปลี่ยนต้นแม่อาจจะเปลี่ยนปีละ 2 ต้น เพื่อให้การสับเปลี่ยนและการหมุนเวียนการเกิดหน่อเป็นไปอย่างสมบูรณ์ สำหรับการตัดหน่อ ควรตัดให้สูงกว่าพื้นดินประมาณ 1-2 ซม. เพื่อให้ตาของต่อเก่าได้หายใจ และจะมีตาฝังในดินเหลือพอสำหรับการออกหน่อรุ่นต่อไป

การตัดแต่งกิ่งและการให้ปุ๋ยไผ่เลี้ยง

หลังจากปลูกไผ่เลี้ยงลงแปลง เมื่อถึงเดือนที่ 7 หลังจากปลูกควรจะตัดแต่งกิ่งที่เล็กและตัดตอเก่าออกให้เหลือเพียง 6-8 ลำ ต่อกอ โดยคัดเลือกลำที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 3-5 เซนติเมตร ขึ้นไป เดือนที่ 8 เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้บ้าง เทคนิคการตัดแต่งกิ่งไผ่เลี้ยงที่สำคัญอยู่ในปีที่ 2 ตัดแต่งเอากิ่งแขนงเล็กๆ ออก ในแต่ละกอจะไว้ลำแก่ไม่เกิน 12 ลำ จะตัดแต่งในช่วงปลายเดือนธันวาคม หลังจากตัดแต่งเสร็จจะให้ปุ๋ยและน้ำทันที หลังจากนั้นให้ใส่ปุ๋ยและให้น้ำทันที เวลาประมาณ 1 เดือน หลังจากนั้น จะมีหน่อให้เก็บเกี่ยวได้ตลอดตั้งแต่หน้าแล้งไปจนถึงช่วงฤดูฝนโดยยึดหลักการเก็บเกี่ยว หน่อที่มีความยาวประมาณ 40 เซนติเมตร ในช่วงหน้าแล้งและเก็บหน่อที่มีความยาว 50 เซนติเมตร ในช่วงฤดูฝน (เมื่อหัวหน่อโผล่พ้นดินขึ้นมาและนับไปอีกประมาณ 3-4 วัน ก็เก็บได้แล้ว)ในเรื่องของการให้ปุ๋ยสำหรับการผลิตไผ่เลี้ยงนอกฤดูนั้นถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ หลังจากที่ตัดแต่งเสร็จจะใส่ปุ๋ยคอก เช่น มูลหมูหรือมูลไก่แห้งในอัตรากอละประมาณ 20 กิโลกรัม และจะใส่ปุ๋ยคอกเพียงปีละครั้งเท่านั้น หลังจากนั้นประมาณ 2 อาทิตย์ ให้ใส่ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ 16-16-16 หรือ สูตร 30-11-11 หรือสูตร 46-0-0 อัตรา 1-2 กำมือ ต่อต้น ในแต่ละเดือนจะต้องใส่ปุ๋ยเคมี 2 ครั้ง โดยจะใช้สูตรปุ๋ยดังกล่าวให้สลับกันไปมาก็ได้ปลูก

ไผ่เลี้ยงเป็นการผลิตพืชแบบปลอดสารพิษ

ไม่มีการใช้สารปราบศัตรูพืชหลายคนทราบดีว่า การปลูกไผ่เกือบทุกชนิดจะไม่มีการใช้สารปราบศัตรูพืชเลย และหน่อไม้จัดเป็นพืชผักที่ปลอดสารพิษอีกชนิดหนึ่งที่มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ในการปลูกไผ่เลี้ยงในเชิงพาณิชย์ของสวนนี้ก็เช่นกัน จะไม่มีการใช้ยาฆ่าหญ้าเพื่อกำจัดวัชพืช สำหรับการปลูกไผ่เลี้ยงอาจจะพบปัญหาเรื่องเพลี้ยแป้งหรือด้วงปีกแข็งระบาดทำลายบ้าง แต่ทางสวนจะ ไม่มีการฉีดพ่นสารฆ่าแมลงเลย ถ้ามีเพลี้ยแป้งให้น้ำสมบูรณ์เต็มที่การระบาดก็ลดน้อยลง

วงจรการปลูกไผ่เลี้ยง                                                                                                                                                        เดือนกุมภาพันธุ์-มีนาคม ขยายพันธุ์ไผ่เลี้ยง แทงเหง้ามาชำ (ในกรณีที่ต้องการขยายพันธุ์เพื่อปลูกหรือจำหน่าย

การปลูกไผ่หวาน

 

พันธุ์ไผ่เลี้ยง

1.พันธ์หนัก เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตหน่อได้ปกติในช่วงฤดูฝน (มิถุนายน – สิงหาคม) แต่ถ้าจะผลิตเป็นหน่อไผ่นอกฤดูหรือต้นฤดูฝน ผลผลิตที่ได้จะไม่คุ้มกับทุน 2.พันธุ์เบา เป็นพันธุ์ที่สามารถให้หน่อไผ่ ตกในช่วงฤดูฝน และสามารถผลิตเป็นหน่อไผ่นอกฤดูได้ดีมาก เพราะมีลักษณะเด่น คือ ถ้าได้น้ำ ได้ปุ๋ยแล้วจะให้หน่อทันที ถ้าเกษตรกรปลูกมีการบำรุงรักษาดี ผลผลิตก็ยิ่งจะเพิ่มมากขึ้น ฉะนั้น จึงขอแนะนำให้ผู้ที่จะปลูกไผ่เลี้ยงขายหน่อ ควรปลูกพันธุ์เบา

การคัดเลือกพื้นที่ปลูกสวนไผ่-สภาพพื้นที่ที่เหมาะสำหรับปลูกไผ่เลี้ยง ควรมีลักษณะเป็นดินร่วนปนทราย ถ้าเป็นดินเหนียว ดินโคกลูกรัง การเจริญเติบโต และการให้หน่อจะไม่ดี

การเตรียมดินปลูก

-ไถครั้งแตกด้วยรถไถผาน 3 ทิ้งไว้ประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ เพื่อกำจัดวัชพืช
-ไถครั้งที่ 2 ด้วยรถไถผาน 7 เพื่อปรับสภาพดินให้ร่วนซุย เหมาะแก่การปลูกพืช

ระยะปลูก  -สามารถปลูกได้หลายขนาด ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของการใช้เครื่องมือในการจัดการแปลงหลังปลูก
1.ระยะระหว่างต้น x ระหว่างแถว 2 x 4 ม. 1 ไร่ ปลูกได้ 200 ต้น
2.ระยะระหว่างต้น x ระหว่างแถว 4 x 4 ม. 1 ไร่ ปลูกได้ 100 ต้น
3.ระยะระหว่างต้น x ระหว่างแถว 4 x 6 ม. 1 ไร่ ปลูกได้ 66 ต้น
ที่เหมาะสมสำหรับเกษตรกรทั่วไป ควรปลูกระยะ 4 x 4 ม.

การปลูก

1.ปลูกด้วยตอชำถุง (มี.ค. – ก.ค.) ขุดลุ่มขนาด 50 50 50 ซม. รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักประมาณ 1 ปุ้งกี๋ คลุกเคล้าเข้ากับดินลงในหลุมปลูก ฉีกถุงดำออกอย่าให้ดินแตก นำลงหลุมกลบดินให้แน่น แล้วรดน้ำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง (ถ้าฝนไม่ตก)                                                                   2.ปลูกด้วยเหง้า หรือตอไผ่ที่ไม่ได้ชำถุง โดยขุดเหง้าหรือตอไผ่ แล้วนำไปปลูกทันทีด้วยการขุดหลุมเฉพาะ ไม่ต้องรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก ปลูกแล้วกลบดินให้แน่น รดน้ำให้ชุ่มสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ช่วงที่เหมาะสมในการปลูกโดยวิธีนี้ คือ เดือน   ม.ค. – เม.ย. เหมาะสำหรับผู้ที่มีแหล่งน้ำและสะดวกในการให้น้ำ

การดูแลรักษา 

-ถ้าไม่มีฝนตกควรรดน้ำสัปดาห์ละ 2 ครั้งกำจัดวัชพืชทำความสะอาดแปลงอย่าปล่อยให้หญ้าคลุม

-เมื่อไผ่ปลูกได้ 7 เดือน ควรตัดแต่งกิ่งและลำต้นที่เล็กออกให้เหลือไว้แต่ต้นที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์ กลาง 3 – 5 ซม. แล้วพรวนดินรอบกอ ให้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก กอละประมาณ 5 – 10 กก. คลุมโคนด้วยเศษหญ้า ใบไม้แห้ง หรือฟางข้าว เพื่อเก็บรักษาความชื้นในดิน ถ้ามีน้ำในไร่นาควรให้น้ำตลอดช่วงฤดูแล้ง เพื่อเร่งการเจริญเติบโต

-เมื่อไผ่มีอายุได้ 8 เดือน ขึ้นไป ก็จะสามารถให้หน่อและเพิ่มจำนวนต้นในแต่ละกอ เพื่อจะได้ปริมาณจำนวนต้นไว้ผลิตหน่อในฤดูต่อไป

 เทคนิคการตัดแต่งกอและกิ่งไผ

-หลักสำคัญในการตัดแต่งกิ่งไผ่ อยู่ที่ปีที่ 2 ซึ่งจะต้องตัดต้นที่แก่และยู่ชิดกันออก โดยใช้เลื่อยตัดแต่งกิ่งเฉพาะ จะสะดวกให้เหลือจำนวนต้นไว้ในแต่ละกอ ไม่เกิน 12 ตัน ต่อไป (การตัดแต่งควรตัดทุกปีอย่างต่อเนื่อง ปีละ 1 ครั้ง)

-ฤดูกาลที่เหมาะสมในการตัดแต่งกิ่ง คือเดือน ธ.ค. – ม.ค.

-หลังตัดแต่งเสร็จให้ใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก กอละประมาณ 15 – 20 กก. แล้วให้น้ำทันที เพื่อเร่งให้ได้ผลผลิตหน่อไผ่ช่วงต้นฤดู ซึ่งขายได้ราคาสูง

-ถ้าจะเร่งการออกหน่อ และเพิ่มผลผลิตให้มากยิ่งขึ้น ให้เสริมด้วยปุ๋ยเคมี สูตร 25-7-7 หรือ 46-0-0 กอละประมาณ 2 กำมือ โดยใส่รอบๆ กอ แล้วจึงกลบด้วยปุ๋ยคอกแล้วให้น้ำทันที ถ้าไม่มีน้ำให้ก็ต้องรอเก็บผลผลิตในฤดูฝนตามปกติ แต่ผลผลิตก็จะได้มากกว่า สวนที่ไม่มีการตัดแต่งใส่ปุ๋ยอย่างแน่นอน

การเก็บผลผลิตหน่อไผ่                 

-ขนาดความยาวของหน่อไผ่ที่เหมาะสม 40 – 50 ซม. หรือ ถ้าเห็นหน่อไผ่พ้นดินขึ้นมาให้รออีก 4-6 วัน ก็เก็บเกี่ยวได้

ฃ -ช่วงเดือนสิงหาคม ควรคัดเลือกหน่อที่มีลักษณะสมบูรณ์และแตกหน่อออกอยู่ห้างกอไว้เป็นลำต้นต่อไป

ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ 1, 700กก

-รายได้เฉลี่ย 17,000 บาท/ไร่

การขยายพันธุ์ไผ่
 การขยายพันธุ์ไผ่เลี้ยง ทำได้ 2 ลักษณะ                                                                                                                                   1.ขยายพันธุ์โดยการขุดเอาเหง้าของลำต้นไผ่ที่มีอายุ 1 ปี แต่ไม่ควรเกิน 1 ปีครึ่ง เมื่อขุดออกมาแล้วควรตัดให้เหลือตอไว้ประมาณ 40 ซม. และตัดแต่งรากออกพอประมาณ เพื่อสะดวกในการปักชำ ถุงที่เหมาะสมควรเป็นถุงดำขนาด 5 x 11 นิ้ว ขึ้นไป ส่วนผสมของดินบรรจุถุง คือ หน้าดิน 1 ส่วน และแกลบดำ 1 ส่วน ผสมคลุกเคล้า แล้วใส่ลงในถุงนำเหง้าไผ่ที่เรียมไว้ลงถุงกลบดินแกลบให้แน่น ตั้งถุงเรียงไว้กลางแจ้ง รดน้ำให้พอชุ่มอยู่ตลอดประมาณ 15 วัน ก็จะเริ่มแตกแขนงครบ 2 เดือน นำไปปลูกได้ ช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมในการขยายพันธุ์ตามแบบที่ 1 คือ เดือน ก.พ. – พ.ค.

2.ขยายพันธุ์โดยการใช้เหง้า จากส่วนที่เป็นเหง้าของหน่อที่ถูกตัดไปขาย แล้วเหลือตอติดดินไว้แตกแขนงขึ้นมารอให้แขนงที่แตกมาใหม่ มีใบแก่ (แตกใบขิง) จึงขุดเหง้าพร้อมแขนงนี้มาชำถุง แต่ต้องตัดกิ่งแขนงส่วนบนออกให้เหลือติดเหง้าขึ้นไปยาวประมาณ 30 – 40 ซม. ใช้วัสดุชำเหมือนกับการขยายพันธุ์แบบที่ 1 ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการชำแบบที่ 2 คือ ตั้งแต่เดือน    พ.ย. – พ.ค.

หน่อไม้ไผ่ตง

ชื่อพื้นบ้าน

หน่อไม้ไผ่ตง ศัพท์ทางพฤษศาสตร์ BAMBOOSACEAE ไผ่ตง มี ๕ ชนิด คือ                            

๑. ตงใหญ่ (ตงหม้อ)

๒. ตงกลาง (ตงจีน ตงดำ)

๓. ตงเล็ก หรือตงหนู

๔. ตงลาย

๕. ตงเขียว

คนโบราณรู้จักหน่อไม้สีสุก หน่อไม้รวก หน่อไม้ป่า

ลักษณะ หน่อไม้เป็นหน่อของต้นไผ่ซึ่งอยู่รวมกันเป็นกอโตขึ้นเป็นลำต้นแข็งแรงลำต้นส่วนใหญ่ของต้นไผ่อยู่ใต้ดิน เรียกว่า เหง้า ส่วนที่พ้นจากดินจะมีลำต้นตรงมีข้อปล้องผิวแข็ง เมื่อยังอ่อนอยู่จะมีกาบหุ้มและจะหลุดร่วงไปเมื่อลำต้นเจริญเต็มที่ แต่ไผ่บางชนิดที่กาบหุ้ม ลำต้นไม้ร่วง เช่น ไผ่รวก

ไม้ไผ่เป็นพืชในเขตร้อน มีจำนวนน้อยที่ขึ้นในเขตอบอุ่น ในประเทศไทยมีไผ่ ๑๒ สกุล ๔๑ ชนิด ไผ่เป็นพืชจำพวกออกดอกผลแล้วจะหมดอายุ ต้นก็จะตายไปเมื่อเวลา แล้งจัดๆ มักจะตาย จะออกดอกผลเป็นเมล็ด เรียกว่า ขุยไผ่ และไผ่กอนี้เรียกว่า ไผ่ตาย ขุยไผ่ใช้บริโภคได้เช่นเดียวกับเมล็ดข้าว ไผ่ที่ชาวจังหวัดปราจีนบุรีนิยมปลูกจนเป็นพืช

พันธุ์ไผ่ตง

พันธุ์ไผ่ตงที่นิยมปลูกมี 2 พันธุ์คือ พันธุ์ตรงดำและพันธุ์ตรงเขียว                  

 ไผ่ตงดำ ตงจีน หรือตงกลาง หรือตงหวาน
พันธุ์ไผ่ตงชนิดนี้ลำต้นจะมีสีเขียวเข้มอมดำ ขนาดเล็กกว่าไผ่ตงหม้อ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง   ลำต้น 9-12 เซนติเมตร ใบจะมีสีเขียวเข้ม หนาใหญ่และมองเห็นร่องใบได้ชัดเจน หน่อจะมีขนาดปานกลาง น้ำหนักโดยเฉลี่ย 3-6 กิโลกรัม หน่อไม้ไผ่ตงชนิดนี้จะมีรสหวาน กรอบ เนื้อเป็นสีขาวละเอียดและไม่มีเสี้ยน จึงเป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกเพื่อผลิตหน่อและทำตงหมก ซึ่งจะเป็นการช่วยเพิ่มคุณภาพของหน่อให้ดีขึ้นไปอีก

ไผ่ตงเขียว
พันธุ์ไผ่ตงเขียวนี้จะมีขนาดลำต้นเล็กและสั้นกว่าไผ่ตงดำ มีเส้นผ่าศูนย์กลางลำต้น 5-12 เซนติเมตร       สีของลำต้น จะเป็นสีเขียว เนื้อไม้บาง ไม่ค่อยแข็งแรง ใบมีขนาดปานกลาง บางและสีเขียวเข้ม จับแล้วไม่สากมือ หน่อมีน้ำหนัก 1-4 กิโลกรัม หน่อไม้ไผ่ตงชนิดนี้จะมีรสหวานอมขื่นเล็กน้อย เนื้อเป็นสีขาวอมเหลือง ไผ่ตงเขียวมีความคงทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี

การปลูกไผ่ตง                                                                                                                                                                               

การเตรียมพื้นที่
        ไถพรวนปรับพื้นที่ให้เรียบ ถ้าเป็นพื้นที่ลุ่มทำการขุดร่องระบายน้ำ หรือยกร่องปลูกเพื่อให้การระบายน้ำได้ดี

การเลือกต้นพันธุ์
ถ้าเป็นต้นกล้าไผ่ตงที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ควรเป็นต้นกล้าที่มีความสมบูรณ์ มีอายุไม่น้อยกว่า 14 เดือน หรือความสูง ไม่น้อยกว่า 60 เซนติเมตร มีระบบรากฝอยแผ่กระจายและสมบูรณ์ไม่ขดม้วนงออยู่ก้นถุง สำหรับการคัดเลือกต้นกล้า ไผ่ตง ที่ได้จากการชำกิ่งแขนงนั้น ควรเป็นต้นกล้าที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 2.5 เซนติเมตร สูงไม่น้อยกว่า 80 เซนติเมตร มีสภาพแข็งแรงสมบูรณ์ ปราศจากการทำลายของโรคและแมลง

ระยะปลูก                                                                                                                                                                           ระยะปลูก คือ 6-8×6-8 เมตร ในพื้นที่ 1 ไร่ ทั้งนี้ระยะปลูกควรพิจารณาจากพันธุ์ไผ่ตง และสภาพความ สมบูรณ์ของดิน ถ้าปลูกไผ่ตงดำ ควรปลูกห่างกว่าไผ่ตงเขียว เพราะขนาดลำของไผ่ตงดำจะใหญ่กว่า ไผ่ตงเขียว และถ้าสภาพดินเลว ไผ่ไม่ค่อย เจริญเติบโต ควรใช้ระยะปลูกที่ถี่กว่าสภาพดินดีควรปลูกในพื้นที่ราบ น้ำท่วมไม่ถึง ลักษณะดินที่เป็นดินร่วนหรือดินร่วนปนทราย มีการระบายน้ำดีดิน มีค่าความเป็นกรดเป็นด่างที่เหมาะสมประมาณ 5.5-6.5สภาพภูมิอากาศ ไผ่ตงขึ้นได้ดีเกือบทุกสภาพภูมิอากาศ โดยทั่วไปต้อง มีความชื้นเหมาะสม คือ มีฝนตกเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 1,000 มิลลิเมตรต่อปี แต่ควรมีน้ำสะอาดเพียงพอสำหรับช่วงแล้ง

 การเตรียมหลุมปลูก

– ขุดหลุม กว้างxยาวxลึก ประมาณ 50×50×50 เซนติเมตร

– ใส่ปุ๋ยหินฟอสเฟตประมาณ 300-500 กรัมต่อหลุม ผสมปุ๋ยคอกเก่าที่สลายตัวแล้ว ประมาณ           1 กิโลกรัม และยาฆ่าแมลงฟูราดาน 1-1.5 ช้อนแกง (10-15 กรัม) คลุกเคล้ากับดินบนให้ทั่วแล้วกลบกลับคืนลงไปในหลุม ให้ระดับดินสูงกว่าเดิม เล็กน้อย เผื่อสำหรับ ยุบตัวภายหลัง

การพรางแสง
สำหรับต้นเล็ก ใช้ทางมะพร้าวหรือตาข่ายพรางแสง ช่วยพรางแสงแดด

การให้น้ำต้นไผ่ตงปลูกใหม่

ในระยะแรกนั้น ต้องคอยดูแลรดน้ำให้ดินมีความชื้นอยู่เสมอ หลังจากนั้นเมื่อไผ่ตงตั้งตัวได้ดีแล้ว อาจเว้นระยะห่างออกไปบ้าง ปริมาณ และความถี่ของการให้น้ำขึ้นอยู่กับสภาพความชื้นของดิน และเมื่อถึงฤดูแล้งควรหาวัสดุ เช่น หญ้าแห้ง ฟางแห้ง คลุมบริเวณ โคนต้น เพื่อรักษาความชื้นให้กับดิน

เทคนิคการทำหน่อไผ่ตงหมก                                                                                                                                                          

  การทำหน่อไม้ไผ่ตงหมก ใช้ดิน ขี้เถ้าแกลบ ใบไผ่ตงหรือวัสดุอื่น หมกพูนโคนกอไผ่ เมื่อไผ่ตงเริ่มแทงหน่อพ้นดินประมาณ 2-3 นิ้วโดยใช้วัสดุพูนโคนสูงประมาณ 50 เซนติเมตร

เศรษฐกิจ คือ ไผ่ตง

ถิ่นที่อยู่ หน่อไม้ไผ่ตง มีชาวจีนที่อพยพมาอยู่ในจังหวัดปราจีนบุรีตรงบ้าน ดงหัวโขด ตำบลบ้านพระ หมู่ ๔ อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี ได้นำไผ่ตงจากเมืองจีน มาปลูกและแพร่เข้าสู่ อำเภอศรีมหาโพธิ์ อำเภอประจันตคาม และขยายไปยัง ฉะเชิงเทรา จันทบุรี ระยอง ภาคใต้มีที่สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ยะลา นราธิวาส ภาคอีสานมีที่ อุบลฯ ขอนแก่น ยโสธร ภาคเหนือมีที่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง

ความสัมพันธ์กับชุมชน                     

หน่อไม้ไผ่ตง เป็นที่นิยมบริโภคมาเป็นระยะเวลากว่า ๑๐ ปี เนื่องจากมีเนื้อมาก รสชาติอร่อย และสามารถนำส่วนสำคัญต่างๆ ของไผ่ตงมาทำประโยชน์อย่างอื่น เช่น สร้างที่พักอาศัย เครื่องมือเครื่องใช้ ได้สารพัด รากของไผ่ตง สามารถนำมาใช้ทำยารักษากามโรค เช่น ซิฟิลิส หนองใน เอารากมาล้างน้ำต้มกินแก้หวัดได้ หน่อไม้บางชนิดมีรสขม และบางชนิดขนอ่อน    ปกคลุม อาจเกิดอาการคันและเป็นพิษได้เมื่อถูกต้อง ก่อนรับประทานควรต้มกับน้ำนานๆ หลายครั้ง หรือเผาไฟ เพื่อทำลายพิษของขนให้หมดไป เมล็ดหรือขุยไผ่อาจนำมาหุงต้มรับประทานได้ เช่นเดียวกับเมล็ดข้าว หน่อไม้หมก มีรสอร่อยหวาน เนื้อแน่น เป็นที่นิยมบริโภคมาก ดินที่ใช้ปลูกไผ่ตง เรียก ดินขุยไผ่ สามารถนำเอาดินขุยไผ่ไปใส่ต้นไม้ ทำให้ต้นไม้ งอกงาม ตามไม้ไผ่ กิ่งและแขนงไผ่ สามารถนำเอาดินขุยไผ่ไปใส่ต้นไม้ ทำให้ต้นไม้ งอกงาม ตามไม้ไผ่ กิ่งและแขนงไผ่ สามารถนำมาทำเฟอร์นิเจอร์ได้ ลำต้นไผ่บางชนิดสามารถนำไปทำเครื่องดนตรีได้ ทำเครื่องจักสานได้ เยื่อไผ่ ทำกระดาษได้

ความสำคัญทางเศรษฐกิจ                                                                                                        

หน่อไม้ไผ่ตง เป็นเศรษฐกิจของจังหวัดปราจีนบุรี มีโรงงานรับซื้อหน่อไผ่ตง ทำเป็นไม้กระป๋อง ส่งขายทั้งในประเทศและต่างประเทศ (http://kanchanapisek.or.th/ )

หน่อไม้มีคุณค่าทางอาหารสูง

โปรตีน วิตามิน และที่สำคัญมีกรดอะมิโนที่ร่างกายผลิตเองไม่ได้ ต้องนำเข้าจากอาหารประเภท ต่าง ๆ นอกจากนั้นหน่อไม้ยังมีกากใยอาหารที่ช่วยให้ร่างกาย นำกากและสารพิษออกสู่ภายนอกได้เร็ว    โดยการดูดน้ำและเพิ่มปริมาตรให้ตัวกากให้มากขึ้น จนร่างกายต้องส่งออกฉับพลัน

ประโยชน์ที่ได้รับจากการรับประทานหน่อไม้

คือ ร่างกายก็จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ส่วนกากอาหารที่เหลือ หรือสารพิษต่าง ๆ เช่น ยาฆ่าแมลง โลหะหนักต่างๆหรือพวกไนไตรท์ ก็จะไปรวมกันที่ลำไส้ใหญ่แต่ถ้ามีกากใยอาหารมาก ๆกากใยอาหารเหล่านี้  จะช่วยดูดน้ำและเพิ่มปริมาณ ทำให้กากอาหารเหล่านี้ มีน้ำหนักมากจะเคลื่อนขบวนออกสู่โลกภายนอกได้เร็ว กากใยอาหารจึงช่วยลดการเกิด มะเร็งลำไส้ใหญ่

สรรพคุณของหน่อไม้

ลดการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ ป้องกันอาการท้องผูก ช่วยย่อยอาหาร เป็นสรรพคุณที่เห็นผลมาก เพราะหน่อไม้เป็นอาหารที่ให้เส้นใยสูงจึงช่วยกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ เมื่อหน่อไม้ผ่านการย่อยร่างกายจะดูดซึมสารอหารเข้าสู่กระแสเลือด ส่วนกากอาหารที่เหลือหรือสารพิษต่างๆ เช่น ยาฆ่าแมลงหรือโลหะหนักจะไปรวมกันที่ลำไส้ใหญ่ แต่ถ้ามีกากใยอาหารมากๆ กากใยอาหารเหล่านี้จะช่วยดูดน้ำและเพิ่มปริมาณ ทำให้กากอาหารมีน้ำหนักมากจะเคลื่อนออกสู่โลกภายนอกได้เร็ว กากใยอาหารจึงช่วยลดการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่  แก้กระหาย ขับปัสสาวะ ละลายเสมหะ แก้ไอ บำรุงกำลังแก้อาการร้อนต่างๆ ได้ดี เพราะมีฤทธิ์เย็นเช่นเดียวกับเห็ด ขับพิษใต้ผิวหนัง ขับผื่นหัดรวมถึงผื่นชนิดอื่นๆ เพียงดื่มน้ำแกงที่ได้จากการต้มหน่อไม้ร่วมกับปลาตะเพียน

แก้โรคบิดเรื้อรังได้ นอกจากหน่อไม้สดจะมีคุณค่าทางอาหารสูงแล้ว ตัวหน่อไม้ดองเองแม้จะไม่มีคุณค่าทางอาหาร แต่ยังมีคุณค่าแฝงอยู่อีกคือ จะมีแบคทีเรียในหน่อไม้ดองที่ชื่อ คลอสทริเดีย เป็นแบคทีเรียที่ปนอยู่ในดิน เจริญเติบโตได้ดีในสภาวะไร้ออกซิเจน เช่น ในอาหารจำพวกของหมักดองทั้งหลายและรวมทั้งอาหารกระป๋องที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการทำลายแบคทีเรียอย่างถูกวิธี แบคทีเรียชนิดนี้มีพิษแต่มันก็มีประโยชน์ ซึ่งสำนักงานอาหารและยา หรือ FDA ของสหรัฐอเมริกาอนุญาตให้นำแบคทีเรียนี้ไปผ่านกระบวนการแยกเอาสารพิษออกแล้วทำให้เจือจาง เพื่อนำไปใช้ในการบำบัดรักษาโรคที่เกี่ยวกับกล้ามเนื้อ โดยตั้งชื่อใหม่ว่า โบท็อก (Botox) (ซึ่งโบท็อกก็คือสารหน้าเด้งที่พวกดาราทั้งหลายไปฉีดเพื่อลดรอยเหี่ยวและย่นนั้นล่ะค่า)

ข้อควรระวังในการรับประทานหน่อไม้                                                                                                                         หน่อไม้มีคุณค่าทางอาหารสูงในตัวของมันเอง ส่วนหน่อไม้ดองก็มีคุณค่าแฝง แต่สำหรับผู้ป่วยเป็นโรคบางชนิดแล้ว แพทย์เองก็ไม่แนะนำให้ทานเหมือนกัน ผู้ป่วยเป็นโรคเกาต์ ไม่ควรรับประทาน เพราะในหน่อไม้มีสารพิวรินสูง ซึ่งสารตัวนี้อาจจะทำให้กรดยูริกที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคเกาต์สูงขึ้น ซึ่งกรดยูริกเป็นสารที่เกิดจากการเผาผลาญของพิวรีน มีมากในเนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ ถั่วต่างๆ และพืชผักอ่อนโดยเฉพาะหน่อไม้ ผู้ที่มีภาวะไตเสื่อม โดยปกติกรดยูริกจะถูกขับออกทางปัสสาวะของคนเรา หากร่างกายมีการสร้างกรดยูริกมากเกินไปหรือไตขับยูริกได้น้อยลง เนื่องจากไตเสื่อมลง กรดยูริกก็จะตกผลึกตามข้อ ผนังหลอดเลือด ไต และอวัยวะต่างๆทำให้เกิดอาการปวดข้อและโรคแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้ เช่น ข้อพิการ นิ่วในไต กระดูกพรุน เป็นต้น

ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับหน่อไม้

คนไทยเรามักจะคิดว่าหน่อไม้มีแต่โทษเป็นของแสลง ถ้าไม่กินจะดีกว่า กินหน่อไม้แล้วปวดข้อ จริงๆ แล้วตัวหน่อไม้เองนั้นไม่ได้ทำให้ข้อเสื่อมหรือปวดข้อ แต่จะมีผลกับผู้ป่วยที่เป็นโรคเกาต์เท่านั้น    ดังนั้นคนที่มีอาการปวดข้อจากสาเหตุอื่นๆ จึงกินหน่อไม้ได้ปกติ คนเป็นเบาหวานห้ามกิน การกินหน่อไม้นั้นไม่ได้มีผลกับระดับน้ำตาลในกระแสเลือด เพราะฉะนั้นแม้เป็นเบาหวานก็รับประทานได้ ผู้ป่วยเป็นโรคตับห้ามรับประมาน ซึ่งโรคตับในที่นี้มีได้จากหลายฟสาเหตุ ทั้งจากไวรัสบีและอาการตับแข็ง แต่แพทย์ยืนยันว่าการรับประทานหน่อไม้ไม่มีผลต่อโรคดังกล่าว เมื่อมีอาการตกขาวหรือระดูขาวให้งดกินหน่อไม้ จริงแล้วหน่อไม้หน่อไม้สดไม่มีผลกับอาการ แต่หากผู้ที่มีอาการตกขาวก็ยังสามารถรับประทานหน่อไม้สดได้แต่อย่างไรก็ตาม ก็ควรจะกินอย่างพอดี ของทุกอย่างมี 2 ด้าน หน่อไม้ก็เหมือนกัน (http://province.prd.go.th/)

บทที่ 3

วิธีการดำเนินงาน

แต่วันที่   2 พฤษภาคม 2554 – 19 สิงหาคม2554

เครื่องมือและและวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการศึกษา


วัสดุอุปกรณ์/ เครื่องปรุง

1. หน่อไม้ที่ผ่านการตากแดดให้แห้ง

2. แป้งสาลี             3 ช้อนโต๊ะ

3. แป้งข้าวโพด       1 ช้อนชา

4. น้ำปูนใส             2 ช้อนชา

5. น้ำมันพืช            1 ถ้วยตวง

6. เกลือป่น               2ช้อนชา

7. น้ำเปล่าเย็นจัด     1 ถ้วยตวง

8. ผงฟู                     1ช้อนชา

9. น้ำตาลทราย        3 ช้อนชา

10. งาขาว

11. ผงปรุงรสต่างๆจำ๓รสได้แก่ รสปาปิก้า, รสสาหร่าย, รสลาบ

งบประมาณค่าใช้จ่ายในการทำโครงการ

  1. ซื้อหน่อ                     200   บาท
  2. ซื้อแป้งทอดกรอบ     80     บาท
  3.  ซื้อผงฟู                     12     บาท
  4.  ซื้อน้ำมัน                  110   บาท
  5. ซื้อผงปรุงรส             100   บาท

รวมทั้งสิ้น     502   บาท

วิธีการดำเนินงาน

บทที่ 4

วิเคราะห์ผล

รายการประเมิน

   S.D ระดับความคิดเห็น
1. ทำจากวัตถุดิบที่หาได้ง่ายในชุมชน

4.7

0.46

มากที่สุด

2. รสชาติ กลมกล่อม อร่อย

4.01

0.52

มาก

3. รูปร่างลักษณะสวยงาม น่ารับประทาน

3.82

0.66

มาก

4. มีประโยชน์ และมีสารอาหารที่ดีต่อสุขภาพ

3.53

0.67

มาก

5. รับประทานง่าย

4.36

0.52

มาก

6. สามารถแปรรูปทรัพยากรที่มีอยู่ให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น

4.44

0.54

มาก

7.สามารถทำเป็นของฝากได้

4.11

0.63

มาก

8. สามารถเก็บไว้ได้นาน

3.71

0.64

มาก

9.ต้นทุนต่ำ

4.2

0.57

มาก

อื่น……………………………………………………………….

จากตารางวิเคราะห์ผล

จากการสำรวจความคิดเห็นของนักเรียนและครูโรงเรียนแม่ลาววิทยาคมเรื่องการทำหน่อไม้ทรงเครื่อง จำนวน 100 คน พบว่ามีความคิดเห็นระดับมากทั้งหมด คือ . ทำจากวัตถุดิบที่หาได้ง่ายในชุมชน ( = 4.7 S.D= 0.46) 2. รสชาติ กลมกล่อม อร่อย ( 4.01=S.D=0.52) 3. รูปร่างลักษณะสวยงาม น่ารับประทาน ( =3.82S.D=0.66) 4. มีประโยชน์ และมีสารอาหารที่ดีต่อสุขภาพ(  =3.53S.D=0.67)          5. รับประทานง่าย  (  =4.36S.D=0.52) 6. สามารถแปรรูปทรัพยากรที่มีอยู่ให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น                        (  =4.44S.D=0.54) 7.สามารถทำเป็นแพ็คเก็คของฝากได้ (  =4.11S.D=0.63) 8. สามารถเก็บไว้ได้นาน     (  =3.71S.D=0.64)   9.ต้นทุนต่ำ ( =4.2S.D=0.57)

สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

1. ค่าเฉลี่ยเลขคณิต

2.  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

3. การแปลข้อมูล

4.50 – 5.00     =   มากที่สุด

3.50 – 4.49     =    มาก

2.50 – 3.49     =   ปานกลาง

1.50 – 2.49     =   น้อย

0.49 – 1.49     =   น้อยที่สุด

วิธีการศึกษา

1. ศึกษาโดยการวางแผนกันในกลุ่มจัดทำโครงงาน

2. ศึกษาจากเอกสารแหล่งอ้างอิง

3. ประเด็นการศึกษา

–  ได้รู้ประโยชน์และโทษของหน่อไม้

–   ได้รู้กระบวนการแปรรูปผลิตภัณฑ์

ผลที่ได้รับ

1.เพื่อศึกษากระบวนการ การแปรรูปผลิตภัณฑ์

2.เพื่อศึกษาวิธีการทำหน่อไม้ทอดกรอบทรงเครื่อง

บทที่ 5

สรุปผลการศึกษา

สรุปผลการศึกษา

จากการศึกษากระบวนการทำหน่อไม้ทอดกรอบทรงเครื่อง  เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์และเป็นการนำทรัพยากรทางธรรมชาติมาประยุกต์ให้เกิดประโยชน์ เป็นการฝึกอาชีพเพื่อจะมาพัฒนาเป็นอาชีพเสริมได้

ประโยชน์ที่ได้รับจาการทำโครงงาน

1.ได้มีทักษะกระบวนในการคิดรูปแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ

2. ได้เรียนรู้กระบวนการทำหน่อไม้ทอดกรอบทรงเครื่อง

3. สามารถนำมาพัฒนาเป็นอาชีพเสริมได้

ข้อเสนอแนะ

จากการศึกษาการทำโครงงานหน่อไม้ทอดกรอบทรงเครื่องนั้นสามารถที่จะนำมาพัฒนาต่อเป็นอาชีพเสริมได้

เอกสารอ้างอิง

วิกิพีเดีย สารานุกรม . 2445. หน่อไม้.(ออนไลน์) แหล่งที่มา:

http://www.vegetweb.com/

http://kanchanapisek.or.th/

http://province.prd.go.th/

Hello world!

Welcome to WordPress.com. After you read this, you should delete and write your own post, with a new title above. Or hit Add New on the left (of the admin dashboard) to start a fresh post.

Here are some suggestions for your first post.

  1. You can find new ideas for what to blog about by reading the Daily Post.
  2. Add PressThis to your browser. It creates a new blog post for you about any interesting  page you read on the web.
  3. Make some changes to this page, and then hit preview on the right. You can always preview any post or edit it before you share it to the world.